รายละเอียด

วัชพืชและการควบคุม / Weeds and Their Control

  • 17 สัปดาห์
  • จำนวนนักศึกษา 0 คน
  • อาจารย์ผู้สอน 1 คน

ข้อมูลรายวิชา

  • รหัสรายวิชา : BSCAG109
  • ชื่อรายวิชา(TH) : วัชพืชและการควบคุม
  • ชื่อรายวิชา (EN) : Weeds and Their Control
  • เทอม / ปีการศึกษา : 1/2563

รายละเอียด

รหัสวิชา BSCAG109

ชื่อวิชา วัชพืชและการควบคุม  (Weeds and Their Controls)

รายละเอียดของรายวิชา

Course Specification

 

 

ชื่อสถาบันอุดมศึกษา : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน

คณะ/วิทยาเขต/ภาควิชา : คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร

หมวดที่ 1 ข้อมูลทั่วไป

1. รหัสและชื่อรายวิชา : BSCAG109 วัชพืชและการควบคุม (Weeds and Their Controls)

2. จำนวนหน่วยกิต : 2 หน่วยกิต (1–3–3)

3. หลักสูตรและประเภทของรายวิชา : เป็นรายวิชาในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาชีพบังคับ ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต วิชาเอกพืชศาสตร์

4. อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและอาจารย์ผู้สอน:

4.1 อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กาญจนา รุจิพจน์

สถานที่ติดต่ออาจารย์ : ห้องสำนักงานสาขาพืชศาสตร์

คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน

ตำบลฝายแก้วย อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โทรศัพท์ : 054-710-259 ต่อ 1125 โทรสาร : 054-771-398

โทรศัพท์มือถือ : 081-792-0315      e-mail : k_rujiphot@rmutl.ac.th

5. ภาคการศึกษา/ชั้นปีที่เรียน : ภาคการศึกษาที่ 1 ชั้นปีที่ 3 (4 ปี)

6. รายวิชาที่ต้องเรียนมาก่อน : ไม่มี

7. รายวิชาที่ต้องเรียนควบคู่กัน : ไม่มี

8. สถานที่เรียน : สาขาพืชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ตำบลฝายแก้วย อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

9. วันที่จัดทำหรือปรับปรุงรายละเอียดของรายวิชาครั้งล่าสุด : วันที่ 11 พฤษภาคม 2563

หมวดที่ 2 จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์

 

1. วัตถุประสงค์ของรายวิชา: เมื่อนักศึกษาเรียนรายวิชานี้แล้ว นักศึกษามีสมรรถนะที่ต้องการในด้านต่างๆ ดังนี้

1.1 มีความรู้ในชนิดและลักษณะที่สำคัญของวัชพืช การเจริญเติบโต การขยายพันธุ์และการ

แพร่กระจายพันธุ์ของวัชพืช และปัญหาอันเนื่องมาจากวัชพืช

1.2 มีความรู้ในหลักการจัดการวัชพืชและวิธีการควบคุมวัชพืช

1.3 สามารถคิด วิเคราะห์ และเลือกใช้วิธีการควบคุมวัชพืชในพืชปลูกต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

1.4 มีความสามารถในการทำงานเป็นทีม และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

1.5 มีวินัย ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น รับฟังความคิดของผู้อื่น

1.6 มีความรับผิดชอบในวิชาชีพ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ได้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงจรรยาบรรณในวิชาชีพ

2. วัตถุประสงค์ในการพัฒนา/ปรับปรุงรายวิชา:

เพื่อเป็นรายวิชาในหมวดวิชาเฉพาะ กลุ่มวิชาชีพบังคับ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรที่ต้องการให้ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับวัชพืชและเลือกใช้วิธีกำจัดวัชพืชอย่างถูกต้อง เหมาะสม และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถเชื่อมโยงกับการผลิตพืชเศรษฐกิจ มีทักษะและสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมทางการเกษตร มีความคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ สามารถบูรณาการความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพของตนเอง ชุมชน และท้องถิ่น

 

หมวดที่ 3 ลักษณะและการดำเนินการ

1. คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับความสำคัญ การจำแนกชนิดชีววิทยาและนิเวศวิทยาของวัชพืชหลัก วิธีการป้องกันกำจัดวัชพืช ประเภทและสรีรวิทยาการทำลายของสารเคมีกำจัดวัชพืชและความปลอดภัยในการใช้

The study and practice of importance of weeds, biological and ecological classification of major weeds, weeds prevention and control, types and physiological damage of herbicides and herbicides application and safety.

 

2. จำนวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภาคการศึกษา:

จำนวนชั่วโมงบรรยายต่อสัปดาห์ 1 ชั่วโมง

จำนวนชั่วโมงฝึกปฏิบัติการต่อสัปดาห์ 3 ชั่วโมง

จำนวนชั่วโมงการศึกษาด้วยตนเอง 3 ชั่วโมง

จำนวนชั่วโมงที่สอนเสริมในรายวิชา - ชั่วโมง

 

3. จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่อาจารย์ให้คำปรึกษาและแนะนำทางวิชาการแก่นักศึกษาเป็นรายบุคคล

3.1 วันพุธ เวลา 15.00 - 17.00 น. ห้องพักอาจารย์ สาขาพืชศาสตร์ หรือ โทรศัพท์ 081-792-0315

3.2 ส่ง e-mail : k_rujiphot@rmutl.ac.th ทุกวัน

หมวดที่ 4 การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักศึกษา

 

การพัฒนาผลการเรียนรู้

 

วิธีการสอน

วิธีการวัดและประเมินผล

1. ด้านคุณธรรม จริยธรรมที่ต้องพัฒนา (Ethics and Moral)

š 1.1 มีคุณธรรมและจริยธรรม หมายถึง ศรัทธาในความดี มีหลักคิดและแนวปฏิบัติในทางส่งเสริมความดีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ มีความรับผิดชอบ มีศีลธรรม ซื่อสัตย์สุจริตและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสันติ

š 1.2 มีจรรยาบรรณ หมายถึง มีระเบียบวินัยและเคารพกฎกติกาของสังคม ประพฤติปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ

 

 

 

1. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning) โดยให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น และการปลูกฝังให้นักศึกษามีระเบียบวินัย โดยเน้นการเข้าชั้นเรียนให้ตรงเวลา ตลอดจนการแต่งกายที่เป็นไปตามระเบียบของมหาวิทยาลัย

2. การสอนแบบกรณีศึกษา (Case Studies) โดยมีการ

สอดแทรกเรื่องคุณธรรมจริยธรรมการยกย่องนักศึกษา/บุคคลที่ทำดี ทำประโยชน์แก่ส่วนรวมและเสียสละ

 

 

 

1. การสังเกตและบันทึกการมีวินัยจากการตรงเวลาของนักศึกษาในการเข้าชั้นเรียน

2. การสังเกตความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และการไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

3. การสังเกตและบันทึกการส่งงานตามกำหนดระยะเวลาที่มอบหมายและการเข้าร่วมกิจกรรมที่กำหนด

4. ประเมินจากการทำข้อมอบความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงานที่ได้รับมอบหมายและการสอบ

 

2. ด้านความรู้ที่ต้องได้รับ(Knowledge)

˜ 2.1 มีความรู้ในสาขาวิชาชีพ หมายถึง มีความรู้ ความเข้าใจ ในสาขาวิชาชีพที่เรียนอย่างถ่องแท้และเป็นระบบ ทั้งหลักการทฤษฎีและการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ทันสมัยในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

š 2.2 มีความรอบรู้ หมายถึง มีความรู้ในหลายสาขาวิชาและสามารถประยุกต์ใช้ใน
การดำรงชีวิต รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

 

 

1. กระบวนการสืบค้น (Inquiry Process) ให้นักศึกษาค้นคว้าเรื่อง วัชพืชและการป้องกันกำจัดวัชพืช จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ทางวิชาการ

2. การสอนแบบกรณีศึกษา (Case Studies) ให้งานมอบหมายรายบุคคล

3. การสอนแบบ (Brain Storming Group) ให้งานมอบหมายกลุ่ม

 

 

 

1. การทดสอบย่อย

2. การสอบกลางภาคเรียนและปลายภาคเรียน

3. รายงาน/ผลงาน ที่นักศึกษาจัดทำ

4. การนำเสนอรายงาน/ผลงานในชั้นเรียน

 

3. ด้านทักษะทางปัญญาที่ต้องพัฒนา (Cognitive Skills)

š 3.1 สามารถคิดวิเคราะห์งานอย่างเป็นระบบ หมายถึง มีทักษะในการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลและคิดแบบองค์รวม

˜ 3.2 สามารถคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จากพื้นฐานของความรู้ที่เรียน นำมาพัฒนานวัตกรรมหรือสร้างองค์ความรู้ใหม่

3.3 ใฝ่รู้และรู้จักวิธีการเรียนรู้ หมายถึง แสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆ อย่างสม่ำเสมอและรู้จักเทคนิควิธีและกระบวนการในการเรียนรู้และสามารถนำไปใช้ในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างเหมาะสม

 

 

1. กระบวนการสืบค้น (Inquiry Process) ให้นักศึกษาค้นคว้าการป้องกันกำจัดวัชพืช

2. การสอนแบบกรณีศึกษา (Case Studies) ให้งานมอบหมายรายบุคคล

3. การสอนแบบ (Brain Storming Group) ให้งานมอบหมายกลุ่ม

 

 

 

 

 

1. รายงาน/ผลงาน ที่นักศึกษาจัดทำ

2. การนำเสนอรายงาน/ผลงานในชั้นเรียน

3. การทดสอบโดยใช้แบบทดสอบหรือข้อสอบ

 

4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา(Interpersonal Skills and Responsibility)

š 4.1 ภาวะผู้นำ หมายถึง กล้าแสดงออก กล้าหาญ อดทน หนักแน่น รู้จักเสียสละ ให้อภัย และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น สุภาพ สามารถประสานความคิดและประโยชน์ด้วยหลักแห่งเหตุผลและความถูกต้อง มีความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม รักองค์กร เป็นผู้นำกลุ่มกิจกรรมได้ทุกระดับและสถานการณ์ที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตาม

˜ 4.2 มีจิตอาสาและสำนึกสาธารณะ หมายถึง มีจิตสำนึกห่วงใยต่อสังคม สิ่งแวดล้อม
และสาธารณสมบัติ มีจิตอาสา ไม่ดูดาย มุ่งทำประโยชน์ให้สังคม

 

 

 

 

 

1. การสอนแบบกรณีศึกษา (Case Studies) ให้งานมอบหมายรายบุคคล

2. การสอนแบบ (Brain Storming Group) ให้งานมอบหมายกลุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

1. การสังเกตจากพฤติกรรมและการแสดงออกของนักศึกษา

2. การนำเสนอรายงาน/ผลงานในชั้นเรียน

3. การประเมินโดยนักศึกษาร่วมชั้นเรียน

 

5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ต้องพัฒนา (Numerical Analysis, Communication and Information Technology Skills)

š 5.1 มีทักษะการสื่อสาร หมายถึง ความสามารถในการใช้ภาษาไทย ทั้งการฟัง
พูด อ่านและเขียน เพื่อการสื่อสารให้เหมาะกับสถานการณ์ และการใช้ภาษาอังกฤษ ในการอ่าน พูด ฟัง และเขียน

˜ 5.2 มีทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการสื่อสารและค้นคว้าข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสม

 

 

 

 

 

 

1. การสอนแบบกรณีศึกษา (Case Studies) ให้งานมอบหมายรายบุคคล

2. การสอนแบบ (Brain Storming Group) ให้งานมอบหมายกลุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1. การนำเสนองานด้วยวิธีรายงาน / เทคนิคการนำเสนอและการเลือกใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศหรือทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขที่เกี่ยวข้องในการนำเสนอข้อมูล

2. รายงาน/ผลงาน การนำเสนอโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม

 

6. ด้านทักษะปฏิบัติ (Psychomotor Skill) (ถ้ามี)

6.1 มีทักษะทางวิชาชีพ หมายถึง มีทักษะและความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบโดยประยุกต์ใช้ความรู้ที่เรียนมา และพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ทางวิชาชีพ

 

 

 

แผนที่แสดงการกระจายความรับผิดชอบมาตรฐานผลการเรียนรู้จากหลักสูตรสู่รายวิชา (Curriculum Mapping)

หมวดวิชาเฉพาะ สาขาวิชาพืชศาสตร์

˜ ความรับผิดชอบหลัก š ความรับผิดชอบรอง

 

กลุ่มวิชา

1.คุณธรรมจริยธรรม

2.ความรู้

3.ทักษะทางปัญญา

4.ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคลและความรับผิดชอบ

5.ทักษะการวิเคราะห์

เชิงตัวเลขและการใช้

เทคโนโลยีสารสนเทศ

6.ด้านทักษะ

พิสัย

ลำดับ

รหัสวิชา

ชื่อวิชา

1

2

1

2

1

2

3

1

2

1

2

1

20

BSCAG109

วัชพืชและการควบคุม

 

š

 

š

 

˜

 

š

 

š

 

˜

 

 

 

š

 

˜

 

š

 

˜

 

 

 

หมวดที่ 5 แผนการสอนและการประเมินผล

 

1. แผนการสอน

 

สัปดาห์ที่

 

หัวข้อ/รายละเอียด

จำนวนชั่วโมง

กิจกรรมการการเรียนการสอนและสื่อที่ใช้

วิธีการวัด

และประเมินผล

ชื่อผู้สอน

บรรยาย

ปฏิบัติการ

ศึกษาด้วยตนเอง

1

ความหมายของวัชพืช ลักษณะที่สำคัญของวัชพืช และการจำแนกชนิดของวัชพืช

1

3

3

1. การสอนแบบบรรยายเชิงอภิปรายประกอบสื่อ power point และ/หรือวิดีโอ

2. กระบวนการสืบค้น (Inquiry Process) มอบหมายให้นักศึกษาค้นคว้าความหมายของวัชพืช ลักษณะที่สำคัญของวัชพืช และการจำแนกชนิดของวัชพืช

3. การสอนแบบกรณีศึกษา (Case Studies) ศึกษาชนิดของวัชพืชจากตัวอย่างจริงในห้องปฏิบัติการ

1. ส่งงานที่มอบหมายให้ทำในห้องปฏิบัติการและแปลงทดลอง

2. สอบตัวอย่างวัชพืช

ผศ. กาญจนา

รุจิพจน์

2-3

การเจริญเติบโต การขยายพันธุ์และการแพร่กระจายพันธุ์ของวัชพืช

2

6

6

1. การสอนแบบบรรยายเชิงอภิปรายประกอบสื่อ power point และ/หรือวิดีโอ

2. กระบวนการสืบค้น (Inquiry Process) มอบหมายให้นักศึกษาค้นคว้าการจริญเติบโต การขยายพันธุ์และการแพร่กระจายพันธุ์ของวัชพืช

3. การสอนแบบกรณีศึกษา (Case Studies) ศึกษาชนิดส่วนขยายพันธุ์ และทดสอบความงอกของส่วนขยายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ

4. การสอนแบบ (Brain Storming Group) การสำรวจชนิดวัชพืชในแปลงทดลอง

1. ส่งงานที่มอบหมายให้ทำในห้องปฏิบัติการ

2. สอบตัวอย่างวัชพืช

ผศ. กาญจนา

รุจิพจน์

4-5

ความสัมพันธ์ระหว่างวัชพืชกับพืชปลูกและมนุษย์ การแข่งขันระหว่างพืชปลูกกับวัชพืช

2

6

6

1. การสอนแบบบรรยายเชิงอภิปรายประกอบสื่อ power point และ/หรือวิดีโอ

2. กระบวนการสืบค้น (Inquiry Process) มอบหมายให้นักศึกษาค้นคว้าผลเสียและประโยชน์ของวัชพืช การแข่งขันปัจจัยการเจริญเติบโต ความรุนแรงในการแข่งขันระหว่างพืชปลูกและวัชพืช

3. การสอนแบบกรณีศึกษา (Case Studies) การศึกษาการแข่งขันระหว่างพืชปลูกและวัชพืชในแปลงทดลอง

1. ส่งงานที่มอบหมายให้ทำในแปลงทดลอง

 

ผศ. กาญจนา

รุจิพจน์

6-7

หลักการจัดการวัชพืชและการควบคุมวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมี

2

6

6

1. การสอนแบบบรรยายเชิงอภิปรายประกอบสื่อ power point และ/หรือวิดีโอ

2. กระบวนการสืบค้น (Inquiry Process) มอบหมายให้นักศึกษาค้นคว้าหลักการจัดการวัชพืช การควบคุมวัชพืชด้วยวิธีทางกายภาพ วิธีทาง-เขตกรรม วิธีทางชีวภาพและวิธีทางด้านกฎหมาย

3. การสอนแบบ (Brain Storming Group) การศึกษาเครื่องมือและอุปกรณ์ในการกำจัดวัชพืชแบบใช้และไม่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชโดยดูจากสไลด์และของจริงบางส่วนในห้องปฏิบัติการและแปลงทดลอง

1. สังเกตการณ์มีส่วนร่วมในห้องเรียน การถาม-ตอบ การแสดงความคิดเห็น

2. ส่งงานที่มอบหมายให้ทำในห้องปฏิบัติการ

3. สอบกลางภาค

ผศ. กาญจนา

รุจิพจน์

8

การควบคุมวัชพืชโดยใช้สารเคมี

1

3

3

1. การสอนแบบบรรยายเชิงอภิปรายประกอบสื่อ power point และ/หรือวิดีโอ

2. กระบวนการสืบค้น (Inquiry Process) มอบหมายให้นักศึกษาค้นคว้าชนิดของสารเคมีกำจัดวัชพืช การเข้าสู่พืชและการเคลื่อนย้ายของสารกำจัดวัชพืช กลไกการทำลาย การย่อยสลาย และการเลือกทำลาย สารเคมีกำจัดวัชพืชในดิน

3. การสอนแบบกรณีศึกษา (Case Studies) การศึกษาชนิดสารเคมีกำจัดวัชพืช การคำนวณปริมาณน้ำโดยการทดสอบฉีดพ่นน้ำ และการคำนวณสาร การละลายของสารเคมีกำจัดวัชพืชในห้องปฏิบัติการและแปลงทดลอง

1. สอบคำนวณสาร

2. ส่งงานที่มอบหมายให้ทำในห้องปฏิบัติการและแปลงท

รายวิชา - วัชพืชและการควบคุม

1.1 ความหมายของวัชพืช

ความหมายจากพจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน (https://dictionary. /วัชพืช)

วัชพืช [วัดชะพืด] น. พืชที่ไม่ต้องการ เช่น หญ้าคาในแปลงข้าว.(ป. วชฺช + พีช).

วัชพืช [วัด-ชะ-พืด] (มค. วชฺช = โทษ + พีช = พันธุ์ไม้) น. พวกหญ้าและไม้ที่เป็นอันตรายต่อการเพาะปลูก

ความหมายจากสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ (http://kanchanapisek.or.th/วัชพืช)

คำว่า วัชพืช มาจาก วัช หรือ วัชชะ แปลว่า "สิ่งที่ควรละทิ้ง" ซึ่งเมื่อรวมกับคำว่า พืช เป็นวัชพืช จึงมีความหมายว่า "พืชที่ควรละทิ้ง” ได้มีผู้ให้คำจำกัดความ วัชพืช ไว้เป็นหลายอย่าง เช่น พืชที่ไร้ประโยชน์ พืชไม่พึงประสงค์ พืชที่ขัดผลประโยชน์ต่อมนุษย์ พืชที่ควรละทิ้ง คำจำกัดความดังกล่าวข้างต้นเหล่านี้ยังไม่มีคำใดถูกแท้ทีเดียวนัก เพราะมีวัชพืชอยู่หลายชนิดที่ไม่ควรทิ้ง ให้คุณ และไม่ขัดผลประโยชน์ของมนุษย์เสียทีเดียว วัชพืชบางชนิดมีดอกสวยงาม บางชนิดช่วยยึดดินไม่ให้ดินพังทลาย และบางชนิดก็ให้ประโยชน์ได้บ้างเหมือนกัน เช่น หญ้าขจรจบ อันเป็นวัชพืชที่ให้โทษร้ายแรงในไร่ข้าวโพด ขณะต้นยังอ่อน ไม่มีดอก ใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ เมื่อต้นแก่แห้งแล้วก็ใช้ทำเยื่อกระดาษได้ดี วัชพืชจึงมีทั้งประโยชน์และโทษ เพียงแต่มีประโยชน์น้อยเท่านั้น

วัชพืช คือ พืชซึ่งเป็นโทษแก่พืชที่เราปลูกไว้ วัชพืชมีหลายชนิด ทุกชนิดเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ อาจเป็นเพราะลมพาเมล็ดมาตกไว้ หรือน้ำพัดพามา คนหรือสัตว์อาจนำติดตัวมาหล่นไว้โดยไม่ตั้งใจก็ได้ วัชพืชเป็นโทษต่อพืชปลูก เพราะคอยแย่งอาหาร น้ำ และแสงสว่าง ทำให้พืชที่ปลูกไว้ไม่เจริญเติบโต ให้ผลิตผลน้อยลง วัชพืชที่ติดมากับอาหารสัตว์ จะทำให้อาหารสัตว์นั้นมีประโยชน์น้อยลง อันเป็นเหตุให้สัตว์ให้เนื้อ นม ไข่ ได้น้อยลง ยิ่งกว่านั้น วัชพืชบางชนิดยังเป็นพิษร้ายแรง ที่อาจทำให้สัตว์ที่กินวัชพืชเข้าไปเป็นอันตรายถึงตายได้ ในปีหนึ่งๆ ประเทศไทยเราต้องเสียเงินและแรงงานไปเป็นจำนวนมากเพื่อกำจัดวัชพืช

นิยาม “วัชพืช” วัชพืช (Weeds) มีความหมายในหลายๆ ลักษณะดังนี้

วัชพืช คือ พืชที่เจริญเติบโตในที่ที่ไมตองการ

วัชพืช คือ พืชซึ่งไมเปนที่ตองการและปรารถนาในการใชประโยชนของมนุษย

วัชพืช คือ พืชที่คอยรบกวนมนุษยและพื้นที่ที่ใชประโยชนของมนุษย

วัชพืช คือ พืชที่แพรกระจาย และบุกรุกเขามาแยงพื้นที่

จากคำจำกัดความของวัชพืชดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าพืชบางชนิดในช่วงเวลาหนึ่งและสถานที่หนึ่งอาจถือว่าเป็นวัชพืชได้ เช่น ต้นข้าวในแปลงผัก ถือได้ว่าข้าวเป็นวัชพืช หรือหญ้าเบอร์มิวดาในแปลงข้าวก็ถือว่าหญ้าเบอร์มิวดาเป็นวัชพืช และต้นข้าวในสนามหญ้าเบอร์มิวดา ต้นข้าวกับถือว่าเป็นวัชพืช ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า "พืชปลูกของอีกคนหนึ่งอาจเป็นวัชพืชของอีกคนหนึ่ง" แต่อย่างไรก็ตาม พืชบางชนิดถือได้ว่าเป็นวัชพืชตลอดเวลาอย่างเช่น หญ้าขนนก (Echinochloa crusgalli (L.) Beauv.) และ ขาเขียด (Monochoria varginalis.presl.) ในนาข้าว และ หญ้าโขย่ง (Rottboellia exaltata L.f.) ในแปลงข้าวโพด หรือแห้วหมู (Cyperus rotundus (L.) ในแปลงผัก และมีรายงานว่าในพืชชั้นสูงจำนวน 300,000 ชนิดบนโลกมีอยู่ประมาณ 30,000 ชนิดที่ถือได้ ว่าเป็นวัชพืช มีอยู่ประมาณ 1,800 ชนิด ที่ทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่ผลผลิตทางการเกษตร

ขอบเขตของวิทยาการวัชพืช

วัชพืชและการควบคุม (Weeds and Their Control) เปนการศึกษาเกี่ยวกับวัชพืช และ การปองกันกําจัด ทั้งโดยวิธีการใชมือ ใชเครื่องกล การเขตกรรม ชีววิธีทางนิเวศนวิทยา และ การใชสารเคมี ซึ่งเปาหมายที่สําคัญ คือ การใชวิธีการที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพสูง และสิ้นเปลืองคาใชจายนอยในการควบคุมวัชพืช เปนเรื่องเกี่ยวกับพืชที่มนุษยไมตองการในบางชวง เวลาและบางสถานที่ วัชพืชนั้นเราจะสามารถพบเห็นไดในทุกหนทุกแหง ทั้งในแปลงปลูกพืช ทุงหญาอาหารสัตว ทั้งหญาสาธารณะ ป่าไม แหลงน้ำ ขางถนน ขางทาง แหลงอุตสาหกรรม หรือแมแตสถานที่พักผอนหยอนใจ เชน สวนสาธารณะ ซึ่งวัชพืชสามารถเจริญเติบโตและ สามารถครอบครองพื้นที่ไดในเวลาอันสั้น

 

1.2 ลักษณะที่สำคัญของวัชพืช

วิวัฒนาการของวัชพืช (WEED EVOLUTION) มีวิวัฒนาการมาพรอมๆ กับการที่มนุษยเริ่มรูจักแยกแยะวา พืชชนิดใดมีประโยชนและมีโทษกับการดํารงอยูของตน ดังไดกลาวแลววาวัชพืชมิไดหมายถึงเฉพาะพืชที่ทําใหเกิดความเสียหายในระบบ การเพาะปลูกเพียงอยางเดียว แตยังหมายถึงพืชที่ทําใหเกิดความเสียหายในดานปศุสัตว แหลงน้ํา ความสวยงาม และระบบสาธารณูปโภคตางๆ ดวยวัชพืชที่กอใหเกิดความเสียหายในระบบตางๆ เหลานี้ อาจเปนชนิดเดียวกันหรือตางชนิดกัน ซึ่งจะขึ้นกับปจจัยหลายอยาง วัชพืชบางชนิดมีลักษณะของบริเวณที่จะขึ้น (niche) จําเพาะเชนขึ้้นไดเฉพาะในน้ำ (aquatic) บนบก (terrestrial) บริเวณที่ทําการเพาะปลูก (cropped) บริเวณท ี่ไมไดทําการเพาะปลูก (non-cropped) หรือบริเวณที่่เปนทุงหญา (grassland) เปนตน แตก็มี วัชพืชอีกหลายชนิดที่สามารถขึ้้นไดเกือบทุกบริเวณ ไมวาจะเปนบริเวณที่มนุษยจะเขาไปทําหรือไมทํา การเกษตรหรือใชประโยชนดานอื่นๆ การที่่มนุษยไดกําหนดใหพืชที่กอใหเกิความเสียหายแกระบบการผลิตทางเกษตรวาเปนวัชพืชนี้ใหไดมีการศึกษาคนควาถึงการวิวัฒนาการ (evolution) และการปรับตัว (adaptation) ของพืชซึ่งจัดว่าเปนวัชพืชกันมากมาย การไดรูจักหลักแหงการวิวัฒนาการของวัชพืช จะชวยใหมนุษยสามารถหาวิธีการปองกันกําจัด หรือจัดการวัชพืชไดถูกตองยิ่งขึ้น เกิดประโยชนตอระบบการผลิตทางเกษตรและระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวของ อยางเหมาะสมและคลองจองกัน

Baker 1974), Harlan (1975), Parker (1977), Mercado (1979) และ McWhorter และ Patterson (1980) ไดสรุปหลักและทฤษฎีแหงการวิวัฒนาการของวัชพืชไววา เกิดจากกระบวนการใหญ่ๆ 3 ประการดวยกัน คือ 1) การนําเขามาในพื้นที่ (introduction) 2) การคัดเลือก (selection) และ3) การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (genetic change) มีรายละเอียดดังนี้

1) การนําเขามาในพื้นที่ (Introduction) วัชพืชที่่เปนปญหาตอระบบการผลิตทางเกษตร หรือระบบที่เกี่ยวของอื่นๆ ในปจจุบันหลายชนิดไมไดเปนพืชดั้งเดิมของทองถิ่น ซึ่งวัชพืชชนิดนั้นก่อปัญหาอยู แตเปนพืชที่ไดมีการนําเขามาจากแหลงอื่นๆ การนําพืชเขามาจากแหลงอื่นและกลายเปนวัชพืช มีสาเหตุหลายประการ เชน

1.1) เปนพืชสวยงาม (exotic plant) พืชหลายชนิดถูกนําเขามาในพื้นที่ในลักษณะที่ผูนําเขาเห็นวาพืชชนิดนั้้นเปนพืชสวยงาม แตเมื่่อไดนําเขาไปปลูกเลี้ยงในบริเวณหรือสิ่งแวดลอมใหม ปรากฏวาพืชชนิดนั้นสามารถปรับตัวและเจริญพันธุไดรวดเร็วพอๆ กัน หรือดีกวาบริเวณหรือสภาพแวดลอมเดิม เมื่อผูนําเขามาเห็นวาพืชที่นําเขามา มีการขยายพันธุมาก ก็อาจปลอยปละละเลยเกิดความเบื่อหนายที่จะปลูกเลี้ยงไวตอไป หรืออาจมีปริมาณมากเกิน ความจําเปนจึงปลอยพืชเหลานี้ ออกสูบริเวณนอกการควบคุม พืชเหลานี้ก็จะสามารถเติบโตและ แพรกระจายกลายเปนวัชพืชที่สําคัญได

ตัวอยางของวัชพืชที่มีวิวัฒนาการเชนนี้ในประเทศไทย เชน ผักตบชวา (water hyacinth; Eichornia crassipes) ซึ่งตามหลักฐานระบุวานํามาจากประเทศอินโดนีเซีย โดยผูนําเขาเห็นวา พืชชนิดนี้มีดอกสวยงาม

1.2) เปนอาหารสัตว (forage) ในการพัฒนาปศุสัตว มีความจําเปนตองศึกษาหาพืชอาหารสัตวชนิดใหมเขามาปลูกทดลอง เพื่อปรับปรุงปริมาณและคุณภาพของอาหารสัตว อันจะชวยใหการพัฒนาปศุสัตวไดเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ การนําพืชอาหารสัตวมาทดลอง หากจัดระบบควบคุมไมดี พืชที่นําเขามานี้หลายชนิดกลายเปนวัชพืชที่รายแรง ตัวอยางที่เห็นไดชัดในประเทศไทย คือ หญาขจรจบ (Pennisetum spp.) ซึ่งนําเขามาจากพมาและฟลิปปนส ปรากฏวาหญาชนิดนี้้ไดกลาย-เปนวัชพืชที่รายแรงในขณะนี้ กลาวคือ หญาขจรจบดอกแดง ซึ่งมี 2 ชนิดคือ ชนิดดอกแดงดอกใหญ (P. pedicellatum) และชนิดดอกแดงดอกเล็ก (P. polystachyon) ซึ่งระบาดอยางรุนแรงอยูในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ และหญาขจรจบดอกเหลือง (P. setosum) ซึ่งระบาดอยางรุนแรงอยูในภาคใตและภาคตะวันออก

สาเหตุสําคัญที่พืชอาหารสัตวชนิดนี้กลายเปนวัชพืชที่รายแรงในประเทศไทย คือการขยายพันธุอยางรวดเร็วและแพรพันธุไดงาย และในดานความชอบของสัตว (preference) ก็ปรากฏวา -

เปนรองจากหญาอื่นๆ สัตวจะสนใจหญาขจรจบก็ตอเมื่อขาดแคลนหญาชนิดอื่นเทานั้น

1.3) เปนประโยชนดานอื่นๆ พืชหลายชนิดในขณะที่ เจริญเติบโตอยูในบริเวณ หรือภายใตสภาพแวดลอมหนึ่ง อาจมีประโยชนมากกวาโทษ แตเมื่อเปลี่ยนที่เปลี่ยนสภาพแวดลอม อาจมีโทษมากกวาประโยชน ตัวอยางเชน ไมยราบยักษในประเทศไทย พืชชนิดนี้ สามารถใหประโยชนในแงการชวยเกาะยึดดินในเขตรอนและกึ่งรอนในทวีปอเมริกา แตเมื่อมาอยูในเขตรอนชื้น พืชชนิดนี้ไดกลายเปนวัชพืชที่มีปญหาอยางรุนแรงในระบบชลประทาน การเกษตร การผลิตกระแสไฟฟา และการขนสง คมนาคมตางๆ โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทย

1.4) ปะปนกับผลผลิตหรือติดกับพาหะตางๆ (contamination) การนําเขามาในพื้นที่ในลักษณะนี้มักเปนการนําพืชที่เปนวัชพืชอยูแลว เขาไปยังพื้นที่ๆ ยังไมมีวัชพืชชนิดนี้ขึ้นหรือระบาดอยู จัดเปนการแพรกระจายของวัชพืช (dissemination)

2) การคัดเลือก (Selection) การคัดเลือกในที่นี้หมายถึงการที่พืชหรือวัชพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งไดปรากฏอยูในพื้นที่หรือบริเวณนั้นแลว (existing) แตไมไดแสดงตัวเปนวัชพืช หรือเปนวัชพืชแตไมไดกอใหเกิดปญหาอยางรุนแรง ไดกลายมาเปนวัชพืชที่กอใหเกิดปญหาและความเสียหายอยางรุนแรง อันเนื่องมาจากเกิดการเปลี่ยนแปลง ของระบบนิเวศนในบริเวณพื้นที่หรือเขตที่พืชหรือวัชพืชชนิดนั้นๆ ขึ้นอยู

วิวัฒนาการโดยการคัดเลือกนี้ สามารถแบงได 3 ลักษณะคือ

- การคัดเลือกโดยธรรมชาติหรือสิ่งแวดลอม

- การคัดเลือกเนื่องจากการใช สารเคมี

- การคัดเลือกเนื่องจากการเขตกรรม

2.1) การคัดเลือกโดยธรรมชาติหรือสิ่งแวดลอม (natural or environmental selection) การคัดเลือกโดยวิธีนี้เกิดขึ้นเมื่อสภาพธรรมชาติหรือสิ่งแวดลอมของบริเวณที่พืชหรือ วัชพืชขึ้นอยูไดเกิดการเปลี่ยนแปลงไป เชน เกิดการระบาดของโรคและแมลง ไฟไหม้ หรือน้ำาทวม ขัง เปนตน เปนเหตุใหพืชหรือวัชพืชบางชนิดที่ทนหรือปรับตัวเขากับการเปลี่ยนแปลงไมไดตองตายลง หรือไมสามารถขยายพันธุไดตอไป และทําใหพืชหรือวัชพืชหลายชนิดที่ทนหรือปรับตัวเขากับสิ่งแวดลอมใหมไดกลายเปนพืชหลัก (dominant species) ในบริเวณนั้น และกลายเปนวัชพืชที่กอปญหาอยางรุนแรงได ตัวอยางเชน บริเวณที่มีหญาคาหรือสาบเสือปรากฏขึ้นเพียงเล็กนอย หากเกิดไฟไหมขึ้นในบริเวณนั้น หญาคาและสาบเสือจะกลายเปนวัชพืชหลักในบริเวณนั้น เพราะเหงาของหญาคาและรากของสาบเสือ สามารถทนตอการเกิดไฟไหมได ทําใหสามารถเจริญเติบโตใหม (regrowth) และเจริญพันธุแพรขยาย ออกไปอยางรวดเร็วและกวางขวาง

2.2) การคัดเลือกเนื่่องจากการใชสารเคมี (chemical selection) การใชสารเคมีในการเพาะปลูกพืช เชน การใชสารกําจัดวัชพืช (herbicides) หรือการใช ปุย (fertilizers) จะทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงดานประชากร (population) ของวัชพืชไดในกรณีการใชสารกําจัดวัชพืชวัชพืชที่่ไมทนทานตอสารเคมีที่ใชก็จะถูกทําลายหรือลดประชากรลงไป ทําใหการเจริญพันธุ ของวัชพืชชนิดนั้้นลดลงไปดวย วัชพืชท ี่ ทนทานตอสารเคมีที่ใชจะกลายเปนวัชพืชหลัก และเปนวัชพืชที่สรางปญหาอยางรุนแรงในที่สุด ตัวอยางของการคัดเลือกอันเนื่่องมาจากการใชสารกําจัดวัชพืช เชน การใช สารพาราขวัท (paraquat) ซึ่งเปนสารกําจัดวัชพืชประเภทถูกตาย (contact) ในการกําจัดวัชพืชในบริเวณ ทั่วๆ ไป ปรากฏวาวัชพืชที่มีเหงาหรือหัว ซึ่งจัดเปนวัชพืชคางป (perennial weeds) จะทนทานตอสารชนิด นี้ในขณะที่วัชพืชลมลุก (annual weeds) จะถูกสารชนิดนี้ทําลาย การใชสารชนิดนี้ซ้ําในบริเวณเดิมบอยครั้ง จะทําใหวัชพืชประเภทคางปเพ ิ่มประชากรมากขึ้ นอยางรวดเร็ว กอใหเกิดปญหารุนแรง เพราะวัชพืชคางป โดยทั่วไปจัดเปนวัชพืชที่ควบคุมกําจัดยากกวาวัชพืชลมลุก

นอกจากนี้ การใชสารกําจัดวัชพืชในพืชปลูกบางชนิด โดยใชสารเพียงชนิดเดียว3

อย่างซ้ำซาก จะทําใหวัชพืชบางชนิดที่แสดงอาการทนทานตอสารนั้น คอยๆ เพิ่มประชากรและกลายเป็นวัชพืชหลักของพืชปลูกชนิดนั้นๆ ขึ้นมาได ดังเชน การใชสารกําจัดวัชพืชในการปลูกขาวโพด และถั่วเหลืองในสหรัฐอเมริกา เปนตน ในการใชปุยเพื่อชวยเพิ่มผลผลิตพืชปลูก วัชพืชหลายชนิดสามารถปรับตัวหรือใชประโยชนปุยชนิด หรือสูตรผสมที่ใสใหกับพืชปลูกไดเปนอยางดีทําใหมีการเจริญเติบโตควบคูไปกับพืชปลูก กลายเปนวัชพืช ที่สําคัญของพืชปลูกชนิดนั้น วัชพืชที่ไมสามารถปรับตัวหรือใชประโยชนปุยชนิดหรือสูตรผสมที่ใสใหกับพืชปลูก ก็จะคอยๆ ลดประชากรและการเจริญพันธุลง กลายเป็นวัชพืชที่ดอยความสําคัญในพืชปลูกชนิด นั้นๆ

2.3) การคัดเลือกเนื่องจากการเขตกรรม (cultural selection) การเขตกรรม หมายถึงการปฏิบัติตางๆ ในการเพาะปลูกพืช เชน การไถพรวน (tillage) การใชชนิดหรือพันธุพืช หรือการชลประทาน เปนตน การปฏิบัติตางๆ เหลานี้มีผลทําใหวัชพืชหลายชนิด เพ ิ่มประชากรขึ้น และหลายชนิดลดประชากรลงไดตัวอยางเชน การไถพรวนเพื่ อเตรียมดิน หากมีการไถ พรวนบอยครั้งหรือหลายๆ ครั้ง วัชพืชประเภทลมลุกจะวิวัฒนาการมาเปนวัชพืชหลัก สวนวัชพืชประเภท คางปจะคอยๆ ลดประชากรลง เพราะสวนขยายพันธุซึ่งอยูใตดินจะถูกทําลายไป ในทางตรงกันขาม การปลูกพืชแบบการไถพรวนนอย (minimum tillage) หรือการไมไถพรวนเลย (non-tillage) หรือในพืชยืนตน หรือสวนไมผลจะทําใหประชากรของวัชพืชลมลุกลดนอยลง และวัชพืชประเภทคางปจะคอยๆ เพิ่ม ประชากรมากขึ้น และกลายเปนวัชพืชหลักในที่สุด

การเลือกชนิดหรือพันธุของพืชปลูกก็เปนปจจัยสําคัญในการวิวัฒนาการ การคัดเลือกแบบนี้วัชพืช หลายชนิดไดมีการปรับตัวเขากับชนิดหรือพันธุพืชโดยเฉพาะ โดยการปรับตัวใหมีลักษณะนิสัยและความตองการปจจัยเพื่อการเจริญเติบโตที่เหมือนๆ กัน ตลอดทั้งสามารถทนตอสารกําจัดวัชพืชชนิดเดียวกันดวย วัชพืชที่มีลักษณะเชนนี้จัดวามีปญหาในแงการแกงแยงแขงขันและในการควบคุมกําจัดมาก

3) การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (genetic change)

การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (Genetic Change) พันธุกรรมของพืชทุกชนิดยอมมีความแปรปรวน และกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ขึ้นมาไดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนี้เองทําใหเกิดพืชชนิดหรือพันธุใหมๆ ขึ้นมาก มนุษยไดเขาไปมีสวนอยางมากตอการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของพืช โดยเฉพาะพืชปลูก (crops) แตสําหรับวัชพืชการ เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมักเกิดข ึ้ นเองตามธรรมชาติ สุพจน เฟองฟูพงศ (2526) ไดสรุปแหลงของความ แปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในพืชตนหนึ่งๆ ไววามาจากสาเหตุสําคัญ 3 ประการคือ การผาเหลา (mutation) การรวมตัวซ้ำของยีน (genetic recombination) และการเปลี่ยนแปลงโครโมโซม (polyploidy) การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมทั้งสามสาเหตุมักเกิดขึ้นในลักษณะสุม (random) และยากแก่การคาดเดา อยางไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในบางครั้ง เกิดจากการผสมขามกันระหวางพืชที่มีความสัมพันธมใกลชิดกันทางพันธุกรรม (hybridization) ดวย

ซึ่งในกรณีเชนนี้หากเปนการผสมขามกัน ระหวางพืชปลูกกับพืชปาหรือกับวัชพืช ก็อาจจะทําใหเกิดวัชพืชชนิดใหม ซึ่งเปนปญหาอยางรุนแรงในพืช ปลูกไดตัวอยางวัชพืช ซึ่งมีวิวัฒนาการในลักษณะนี้ ในประเทศไทยในขณะนี้คือ ขาวผี (wild rice) ซึ่งเปน วัชพืชสกุลเดียวกับขาวมีชื่อวิทยาศาสตรวา Oryza bathii ขาวผีเปนลูกผสมระหวางขาวปลูก (O. sativa) กับขาวปา (O. perennis) ซึ่งเปนวัชพืชขามปอาศัยอยูตามบริเวณที่มีน้ําขังตลอดปมีเมล็ดแข็งและมีหาง (awn) ที่เมล็ดยาว ลูกผสมท ี่ไดที่เรียกวาขาวผีนี้กลายเปนขาวซึ่ง จัดวา เปนวัชพืช (Weedy rice) เพราะมี เมล็ดแข็ง และมีหางท ี่ เมล็ดยาวเหมือนขาวปา แตมีลักษณะการงอก การเจริญเติบโตและลักษณะนิสัยเปน พืชลมลุกเหมือนขาวปลูก ขาวผีนี้บางแหงเรียกวาขาวปาดวย มีพบระบาดในแหลงการทํานาท ั่วไป โดยเฉพาะในการทํานาหวาน (Trebuil et. al, 1984) พืชปลูกชนิดอื่นที่พบวา มีโอกาสจะผสมพันธุกับพืช ปาหรือกับวัชพืชแลวไดลูกผสมเปนวัชพืชท ี่อาจเปนปญหารุนแรงไดดวย คือ ขาวฟาง และผักกาดหัว (Parker, 1977). วิวัฒนาการของพืชมาเปนวัชพืชดังไดกลาวแลวน ี้ในสภาพธรรมชาติจริงๆ อาจมีผลมาจากหลายๆ สาเหตุหรือกระบวนการรวมกัน

วิวัฒนาการโดยการคัดเลือก อาจเปนขั้นตอนตอเนื่องจากการนําเขา เชน การเป็นวัชพืช (weediness) ของหญาขจรจบดอกเหลืองในภาคใตมีผลมาจากการนําเขา และ การคัดเลือกโดยสภาพแวดลอมท ี่ เหมาะสมคือสภาพความรอนชื้น ตามดวยการคัดเลือกอันเนื่องจากการ เขตกรรม คือ การปลูกพืชยืนตน ซึ่งมีการไถพรวนนอยหรือไมมีการไถพรวนเลย ทําใหวัชพืชชนิดนี้ซึ่งแมวา จะขยายพันธุสวนใหญโดยใชเมล็ด แตโคนและกอ ซึ่งไมถูกรบกวนโดยการไถพรวน ก็สามารถเจริญเติบโต เปนตนใหม และผลิดอกออกเมล็ดขยายพันธุตอไปไดอยางกวางขวาง ตัวอยางของวิวัฒนาการที่มีสาเหตุรวมกันอีกประการหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของวัชพืช ทําใหเกิดความตานทานตอสารกําจัดวัชพืชท ี่ใชเปนประจํา เชน การใช atrazine ในขาวโพดเปน ตน ซึ่งในปจจุบันพบวาวัชพืชพวก Senecio spp. มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม สามารถตานทานตอ atrazine ได

นอกจากนี้ Baker (1974) และ McWhorter และ Patterson (1980) ไดกลาวเพิ่มเติมว่าสภาวะทางสรีรวิทยา (physiological basis) และความสามารถในการผลิตสารเคมีออกมายับยั้งการเจริญเติบโตของพืชขางเคียง (allelopathic potential) ก็เปนลักษณะที่ชวยเสริมใหพืชหลายชนิดมีความเป็นวัชพืช (weediness) มากขึ้น สภาวะทางสรีรวิทยาในที่นี้เนนถึงขบวนการสังเคราะหแสงของพืช กลาวคือพืชที่มีขบวนการสังเคราะหแสงแบบ C4 จะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมากในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง โดยเฉพาะ อุณหภูมิในชวงฤดูเพาะปลูก ทําใหความเปนวัชพืช ของพืชประเภทนี้มีมากึ้นดวย เมื่อเปรียบเทียบกับพืช ที่มีการสังเคราะหแสงแบบ C3 วัชพืชใบแคบสวนมากจะเปนพืช C4 วัชพืชใบกวางที่ พบวาเปนพืช C4 ดวย คือ ผักโขม ทําใหวัชพืชชนิดนี้มีอัตราการเจริญเติบโตที่ รวดเร็วในสภาพที่มีอุณหภูมิสูงและความชื้น พอเหมาะ และเปนวัชพืชที่สําคัญในพืชปลูกหลายชนิด สวนความสามารถดานการผลิตสารเคมีออกมา ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชขางเคียงนั้น วัชพืชชนิดใดที่มีลักษณะเชนนี้ จะมีความเปนวัชพืชสูงกวาวัชพืช ชนิดอื่น เพราะโดยทั่วไปวัชพืชที่ไมมีลักษณะเชนนี้ จะมีผลกระทบตอพืชปลูกก็เฉพาะในแงการแกงแยง แขงขัน (competition) ดังไดกลาวแลวในบทที่ 3 เทานั้น แตกรณีที่มีการปลอยสารเคมีออกมายับยั้งพืชปลูก ดวย ก็จะเกิดผลกระทบตอพืชปลูกแบบรบกวน (interference) ซึ่งจะเปนผลกระทบที่มากกวาการแกงแยง แขงขันเพียงอยางเดียว

ระบบนิเวศน์เกษตร (agroecosystems) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ

- องค์ประกอบทางชีวภาพ (biological compoment)

- องค์ประกอบทางกายภาพ (physical compoment)

- องค์ประกอบทางเศรษฐสังคม (socio-economic componemt)

องค์ประกอบทางชีวภาพของระบบนิเวศน์เกษตร สามารถแสดงปฏิกิริยาสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างกันได้หลายลักษณะ แต่ที่สำคัญคือปฏิกิริยาสัมพันธ์ในเชิงแก่งแย่งแข่งขันกัน (competition) และในเชิงเกื้อกูลกัน (mutualism) หรือ symbiotic หรือ complementary) วัชพืชในระบบการผลิตทางเกษตรมักแสดงปฏิกิริยาสัมพันธ์ในรูปของการแก่งแย่งแข่งขันกับพืชปลูกอย่างไรก็ตาม หากมองให้กว้างถึงระบบนิเวศน์เกษตรทั้งระบบ จะพบว่าวัชพืชไม่ได้ให้เฉพาะโทษแก่ระบบ แต่ยังให้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน

จากการที่ไดทราบความหมายและความสําคัญของวัชพืชในระบบนิเวศนเกษตร จะเห็นไดวาในระบบการผลิตทางเกษตรนั้น หากไมได มีการควบคุมกำจัดหรือจัดการวัชพืชโดยวิธีที่ถูกตองเหมาะสมแลว ระบบการผลิตทางเกษตรและระบบที่เกี่ยวข้องจะมีประสิทธภาพค่อนข้างต่ำ อยางไรก็ตาม การที่จะจัดการหรือควบคุมกําจัดวัชพืชอยางถูกต้องเหมาะสมนั้น จําเปนตองรูและเขาใจลักษณะและนิสัยของวัชพืชเปนเบื้องต้นเสียก่อน

วัชพืช (weeds) ในทางเกษตร หมายถึง พืชที่ขึ้นผิดที่ หรือพืชที่ขึ้นในที่ที่ไม่ต้องการให้ขึ้นและทำให้ มีผลกระทบต่อระบบการผลิตทางเกษตรในด้านที่เป็นโทษมากกว่าเป็นประโยชน์ (Craft,1975) ในทาง นิเวศน์วิทยา วัชพืช หมายถึงพืชที่ขึ้นและปรับตัวเข้ากับบริเวณที่ถูกรบกวนโดยมนุษย์หรือปรากฏการณ์ ธรรมชาติต่างๆ (Baker,1974; Harlan, 1975) วัชพืช จัดเป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพชนิดหนึ่งของมนุษย์ที่ สามารถพบได้ทั่วๆ ไป ไม่ว่าในสนามหญ้า ข้างทาง ริมถนน ริมรั้ว คูน้ำ แหล่งน้ำ สวน บริเวณปลูกพืช ทุ่ง หญ้า บริเวณสาธารณสถาน และในป่า พืชปลูกบางชนิดอาจถูกจัดเป็นวัชพืชได้หากขึ้นผิดที่ผิดเวลา เช่น ข้าวซึ่งร่วงหล่นในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่นนั้นงอกขึ้นมาในแปลงถั่วซึ่งปลูกหลังฤดูการทำ นา ข้าวที่งอกขึ้นมาในโอกาสเช่นนี้จัดเป็นวัชพืชได้ ศัพท์ทางเกษตรเรียกข้าวซึ่งงอกในภาวะเช่นนี้ว่า volunteer rice ซึ่งจัดเป็นวัชพืช เพราะเป็นพืชที่ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิต อย่างไรก็ตามพืช ปลูกที่ขึ้นมารบกวนในพืชหมุนเวียนในลักษณะเป็น volunteer นี้ ไม่ได้ถือว่าเป็นศัตรูพืชที่รุนแรงเท่ากับพืช ที่เป็นวัชพืชจริงๆ ซึ่งหมายถึงพืชที่มีประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจน้อยแต่มีโทษต่อพืชปลูกและระบบการผลิต ทางเกษตรค่อนข้างมาก

พืชที่ถูกจัดว่าเป็นวัชพืช จะมีลักษณะแตกต่างจากพืชปลูกโดยทั่วไป โดยวัชพืชจะมีการปรับตัว (adaptation) และมีวิวัฒนาการ (evolution) ไปสู่สภาพที่จะอยู่รอดมากขึ้น เช่น

1) ขยายพันธุ์และแพร่พันธุ์ได้ง่าย รวดเร็ว และสามารถขยายพันธ์ได้ทีละมากๆ มีระยะการออก ดอกและผลิตเมล็ดนาน สามารถผลิตเมล็ดได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่อุดมสมบูรณ์นัก

2) เมล็ดและส่วนขยายพันธุ์ มีความแข็งแรงและทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม วัชพืช บางชนิดเมล็ดมีระยะฟักตัว เพื่อหลักเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ

3) มีความแข็งแรง และมีลักษณะทางสัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาที่สามารถแก่งแย่งปัจจัยเพื่อการ เจริญเติบโตกับพืชอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพืชปลูกหรือวัชพืชด้วยกัน และบางชนิดสามารถปล่อย สารที่เป็นอันตรายกับพืชอื่น (allelochemicals) ได้ด้วย

4) มีความทนทานต่อการควบคุมกําจัด เช่น มีราก เหง้า หรือหัวหรือลำต้นใต้ดิน หรือมีลักษณะ ทางสัณฐานวิทยา หรือสรีรวิทยาอื่นๆ ที่ทำให้การกำจัดทำได้ลำบากและต้องลงทุนสูง

5) เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ ทำให้การกำจัดโดยคนหรือโดยสัตว์เป็นไปได้ลำบากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้พอสรุปได้ว่า การที่พืชหนึ่งพืชใดกลายมาเป็นวัชพืช โดยเฉพาะวัชพืชที่ร้ายแรง (noxious) และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น จะต้องมีลักษณะสำคัญที่ทำให้พืชนั้นๆ มีความก้าวร้าว และทนทานต่อสภาพแวดล้อมมากกว่าพืชปลูกโดยทั่วไป ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นผลมาวิวัฒนาการและการปรับตัวอย่างต่อเนื่องของพืชชนิดนั้นๆ จนกลายเป็นลักษณะประจำชนิดพันธุ์ และสามารถแพร่กระจาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบการผลิตทางเกษตร จนเกษตรกรต้องเข้าไปดำเนินการป้องกันกำจัด ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระและเพิ่มต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต ทำให้ราคาผลิตผลเกษตรต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงา ตามตัว

อาจารย์ผู้สอน